วางแผนแบ่งปัน สุขใจผู้ให้ อิ่มใจผู้รับ

   วางแผนแบ่งปัน สุขใจผู้ให้ อิ่มใจผู้รับ

  โดย ทีีี่ปรึกษาด้านวางแผนการเงิน A – life Plan
บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
[email protected] โทร. 02-648-3333

          สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน  กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะกับเคล็ดลับการวางแผนการเงินแบบง่ายๆ และสนุกสนาน สำหรับสัปดาห์นี้ผู้เขียนมีเรื่องราวของเด็กๆ กับเรื่องเงินๆ ทอง ๆ แบบ Based on true story มาเล่าสู่กันฟัง ออกแนวคุณแม่เม้าท์ลูกอีกแล้วหล่ะค่ะ
               
          ปกติผู้เขียนเป็นคนที่ชอบวางแผนตารางชีวิตของลูกๆ ไว้ล่วงหน้า ลูกๆ จะรู้เลยว่าไม่เคยมีวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่ทราบว่าจะต้องทำอะไร จะไปที่ไหน เพราะทุกอย่างมีกำหนดกันไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นระบบมารดาธิปไตย อย่างเดียวนะคะ เพราะทุกกิจกรรมจะมีการขอความเห็น แชร์ไอเดียกันก่อน ซึ่งช่วงโหวตลงคะแนนเสียงเลือกสถานที่อาจจะมีบ้างที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ แต่เราจะยึดหลักเสียงข้างมากเป็นหลัก บวกกับมีการเจรจาต่อรองชดเชยให้กับเสียงข้างน้อยในบางกรณี ท้ายสุดก็มักจะลงเอยแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งที่มติเป็นเอกฉันท์ทุกที
               
          ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ชวนลูกๆ ไปเยี่ยมและเลี้ยงอาหารผู้สูงอายุที่บ้านพักบางแค และเพื่อให้เด็กๆตอบตกลงอย่างง่ายดาย จึงถือโอกาสแจ้งโปรแกรมต่อเนี่องเลยว่า หลังจากไปเยี่ยมผู้สูงอายุกันแล้ว เราจะเลยไปทานไอศกรีมฉลองปิดเทอมกันต่อ ลูกๆ จึงโอเคทันที
               
          ช่วงก่อนถึงกำหนดการสัก 1สัปดาห์ ผู้เขียนได้โทรเข้าไปสอบถามบ้านพักฯ ในเรื่องสิ่งของที่ต้องการ และได้ข้อมูลมาว่า สิ่งที่บ้านพักผู้สูงอายุยังขาดแคลนอยู่ คือ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ผู้เขียนจึงตั้งใจว่าจะชวนเด็กๆ ไปเลือกซื้อ เมื่อลูกทราบลูกคนนึงถามว่า ทำไมไม่มีขนมเลย คุณยายอาจจะอยากทานขนมก็ได้นะคะ”  ลูกอีกคนแย้งว่า  ให้ยาดีกว่าผู้เขียนเลยเสนอว่า เอาอย่างนี้มั้ยคุณแม่จะให้เงินก้อนหนึ่งเพื่อให้ลูกๆ ได้ไปจัดสรรหาของขวัญให้คุณยายท่านละ 1ชิ้น แล้วเรานำมารวมใส่กล่องเดียวกัน พร้อมจัดเงินใส่ซองให้คุณยายคนละ 1ซอง สำหรับให้คุณยายได้จับจ่ายใช้สอยตามอัธยาศัย
               
          ปกติผู้เขียนมักจะพาลูกๆ ไปซื้ออาหาร ข้าวของ เครื่องใช้เข้าบ้านสัปดาห์ละ 1ครั้งด้วยกันเป็นประจำอยู่แล้ว และทุกครั้งที่ไปก็จะแอบสอนวิธีการเลือกซื้อสินค้าไปในตัว ว่าเลือกอย่างไรให้คุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไป ฉะนั้นเด็กๆ จะทราบดีว่า เค้าต้องพิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจเลือกสินค้าแต่ละชิ้น เช่น รู้ว่าจะต้องดูวันหมดอายุ ต้องเปรียบเทียบทั้งราคา และปริมาณสินค้า เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้ในวันที่พาไปจับจ่ายซื้อของผู้เขียนก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก และเด็กๆ ก็กลับมาพร้อมของเต็มคันรถเข็น  โดยคนนึงได้เลือกซื้อกาแฟ 3 in 1  คนนึงเลือกซื้อยาดม คนนึงเลือกซื้อยาอมแก้ไอ อีกคนเลือกแครกเกอร์ ทุกอย่างเป็นการซื้อสินค้าแบบเหมาโหลซึ่งจะได้ราคาถูกกว่า เมื่อนับแล้วก็ครบตามจำนวนคุณยายทั้ง 130ท่าน ตรวจสอบทั้งราคา และคุณภาพแล้วก็ผ่านมาตรฐานตามที่ได้พร่ำสอนมา เมื่อครบตามต้องการจึงได้เวลากลับ เมื่อเดินมาถึงแคชเชียร์ ผู้เขียนรู้สึกหิวน้ำมากจึงเดินไปที่ตู้แช่เพื่อหยิบน้ำมา 5ขวด สำหรับตัวเองและลูกๆ ปรากฏว่าเจ้าลูกคนกลางรีบบอกว่า ช้าก่อนค่ะคุณแม่ เราควรซื้อเป็นแพคนะคะเพราะถูกกว่า ถ้าซื้อทีละขวดจะตกขวดละ 8บาท”  ว่าแล้วก็วิ่งไปหิ้วน้ำ 1แพค พร้อมบอกว่าแพคนี้ 12ขวด 49บาท และลดราคาอยู่พอดีค่ะ แหมรอบคอบจริงๆ ลูกเรา (อดชื่นชมไม่ได้ แต่ก็แอบเซ็งนิดๆ ว่าอดทานน้ำเย็นๆ เลยเรา)
               
          วันรุ่งขึ้นพวกเราก็ยกขบวนกันไปที่บ้านพักคนชรา พบปะกับคุณยายทั้ง 130ท่าน บางท่านยังแข็งแรงหน้าตาสดใส บางท่านเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันคุณยายก็เดินมานั่งตามโต๊ะอาหารที่จัดเรียงไว้ 2โซน คือ โซนคุณยายที่แข็งแรงช่วยเหลือตัวเองได้ กับอีกโซนที่เป็นคุณยายที่ต้องนั่งรถเข็น บางท่านต้องมีพยาบาลคอยป้อนอาหารให้  พออาหารมาถึงเด็กๆ ก็ช่วยกันยกสำรับกับข้าวเสิร์ฟคุณยายที่นั่งเรียงกันประมาณ 15 – 20โต๊ะ ในทั้ง 2โซน มันเป็นภาพที่ผู้เขียนที่ประทับใจมากๆ เด็กๆ ดูตื่นเต้นที่ได้เป็นคนเสิร์ฟอาหาร จับนู้นยกนี่ให้คุณยาย พร้อมรับคำชมจากคุณยายตลอดเวลา ผู้เขียนมีแอบลุ้นเหมือนกันว่าจะมีคนไหนขอคุณยายชิมอาหารไหม เพราะวันนั้นมีไข่พะโล้ซึ่งเป็นอาหารโปรดของเด็กๆ แต่ก็โล่งใจที่ไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เพราะทุกคนมัวแต่สาละวนกับการบริการคุณยาย (เยี่ยมจริงๆ)
               
          พอคุณยายทานอาหารเสร็จ พวกเด็กๆ ก็นำกล่องของขวัญที่ข้างในมีทั้งขนม ยาอม ยาดม ยาหม่อง มามอบให้คุณยายแต่ละท่าน พร้อมกับซองเงินที่จัดเตรียมไว้  พวกเราถ่ายรูปกับบรรดาคุณยายไว้หลายภาพทีเดียวเพื่อเป็นที่ระลึก  ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการรับพรจากคุณยายก่อนลากลับบ้าน และสัญญาว่าจะมาเยี่ยมเยียนท่านอีกในช่วงวันหยุด เด็กๆ ดูมีความสุขมากทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว แต่ไม่มีคนไหนบ่นซักคำเพียงแค่แอบทวงสัญญาก่อนกลับว่า… ได้เวลาไอศกรีมแล้วค่ะคุณแม่!!!
               
          จบไปอีกหนึ่งกิจกรรมของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขที่เงินไม่สามารถซื้อได้จริงๆ  งานนี้เด็กๆ ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทั้งในเรื่องการวางแผนการซื้อของขวัญ การวางแผนใช้เงินซื้อสินค้า การแบ่งปันเพื่อสังคมน่าอยู่ ซึ่งเป็นการเรียนรู้การให้อีกรูปแบบหนึ่งที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทน เรียกว่าคุ้มสุดคุ้มเลยหล่ะค่ะงานนี้ ว่างๆ ลองชวนบุตรหลานของท่านไปเยี่ยมคุณยายบ้างนะคะ