โอกาสในวิกฤต หรือ วิกฤตในโอกาส (2)

โอกาสในวิกฤติ หรือ วิกฤติในโอกาส (2)

หลังจากที่ได้กล่าวไปแล้วในครั้งก่อนหน้า ถึงการมองภาพวิกฤติที่เกิดขึ้นจากปัจจัยชั่วคราวในตลาด กลับกลายเป็น “โอกาส” สำหรับการเข้าลงทุน และได้รับประโยชน์จากการเข้าลงทุนในครั้งนั้น ในครั้งนี้เรากลับมาคุยกันต่อ คือ การมองภาพ “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเชิงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจ หรือ โครงสร้างของสินทรัพย์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง และทำให้เกิด “วิกฤติ” ขึ้นจริงๆ แต่กลุ่มนักลงทุนต่างๆ มองภาพผิดเพี้ยนไปว่า นั่นคือ “โอกาส” ในการลงทุน โดยหารู้ไม่ว่า “หายนะ” กำลังมาเยือนจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด

สถานการณ์ที่จะมากล่าวถึงในครั้งนี้ ขอย้อนกลับไปในต้นปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ของสหรัฐฯ ตลาดการเงินเต็มไปด้วยความคึกคักอย่างมาก ทุกคนต่างกำลังมีความสุขกับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น ทั้งจากสินทรัพย์ทางการเงิน และ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ ผู้คนในสหรัฐฯ มีทรัพย์สินในการครอบครองจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการงานที่มั่นคง เช่น นักเต้นระบำเปลื้องผ้า ที่มีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการแสดง แต่สามารถมีคฤหาสถ์ที่หรูหราอยู่ มีรถยนต์ดีๆ ใช้ขับขี่ กลุ่มเหล่านี้เราเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า NINJA ซึ่งย่อมาจาก No Income No Job and No Assets (กลุ่มบุคคลที่ไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ และไม่มีทรัพย์สินของตนเอง)

การสร้างนวัตกรรมทางด้านการเงินจากเหล่านักการเงินชั้นเซียน เป็นอีกส่วนสำคัญ ช่วยทำให้ตลาดมีความคึกคักมากขึ้นไปอีก มีเพียงนักลงทุนไม่กี่รายเท่านั้นที่เริ่มเอะใจว่า ปาร์ตี้ที่แสนสนุกใกล้จบลงเต็มที แน่นอนว่ากลุ่มนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้บางส่วนได้เริ่มทำสัญญาขายล่วงหน้า (Short Position) ในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ และบางกลุ่มได้เริ่มหนีออกจากตลาด แน่นอนว่าผู้คนมากมายต่างหัวเราะเยาะ และบอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้กำลัง “เพี้ยน” ไปแล้วแน่ๆ แน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มที่หัวเราะเยาะนักลงทุนเหล่านี้ คือ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เป็นคู่สัญญาจากการทำสัญญาซื้อล่วงหน้ากับบุคคลเหล่านี้

ในช่วงแรกที่มีการทำสัญญาขายล่วงหน้า นอกจากเสียงหัวเราะเยาะที่นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องเผชิญแล้ว ยังต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากตลาดยังคงปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีท่าทีว่าจะปรับตัวลดลงแม้แต่น้อย แต่แล้วปาร์ตี้ที่แสนสุขเริ่มกลายเป็นหายนะ เมื่อมีสัญญาณการ “อายัดทรัพย์สิน” ทั้งหมดของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ 3 กองทุนของธนาคารบีเอ็นพี พาร์บาส์ ซึ่งมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสินเชื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดเริ่มส่งกลิ่นไม่ดีออกมา ผู้คนบางส่วนเริ่มหนีออกจากตลาด แต่โบรกเกอร์ต่างๆ ยังคงเชียร์ให้นักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดต่อไป โดยต่างระบุว่านี่คือจังหวะ “โอกาส” สำหรับการเข้าลงทุน

แต่แล้วสถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อธนาคารขนาดใหญ่อย่าง “เลห์แมน บราเธอร์ส” ล่มสลายลง หายนะได้เกิดขึ้นแล้วในตลาด ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ปรับตัวลดลงมากกว่าครึ่ง นักลงทุนที่หลงระเริงไปกับปาร์ตี้ต่างเผชิญหายนะอย่างรุนแรง ผู้คนมากกว่า 8.8 ล้านคนกลายเป็นบุคคลไร้บ้านทันที ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารและสถาบันการเงินรายใหญ่ต่างๆ ที่ต้องร้องขอให้ทางธนาคารกลางของประเทศเข้ามาให้การช่วยเหลือโดยด่วน กลุ่มนักลงทุนส่วนน้อยที่ถูกหัวเราะเยาะในช่วงก่อนหน้า กลับกลายมาเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่หลายๆ คนไม่ได้ดีใจไปกับชัยชนะครั้งนี้มากนัก เนื่องจากเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นบนคราบน้ำตาและความหายนะของบุคคลอื่นๆ

คำถามที่ตามมาคือ “ทำไมบุคคลมากมายถึงกลายเป็นผู้สูญเสีย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดที่มีพัฒนาการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผู้คนมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนระดับหนึ่ง มองภาพที่ผิดเพี้ยนจาก “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่กลับไปมองเป็น “โอกาส” เกิดขึ้นจากอะไร เป็นที่แน่นอนว่าคงมีหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้บุคคลกลุ่มใหญ่ผิดพลาด ซึ่งตัวของผู้เขียนเองมองว่า เกิดจากประเด็นหลัก 2 อย่าง ไม่รวมความรู้ความสามารถในการเข้าใจถึงตราสาร เนื่องจากบุคคลที่เสียหายในวิกฤตินี้มีทั้งบุคคลทั่วไป และ เหล่าสถาบันที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว

ประเด็นแรก คือ การบริหารความเสี่ยง ทั้งการบริหารจัดการเงิน การป้องกันการขาดธรรมาภิบาลของบุคลากรองค์กรต่างๆ ฯลฯ ซึ่งหากมีการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอ อย่างน้อยการมองเห็นสถานการณ์ต่างๆ ไม่มีความสุดโต่งมากจนเกินไป สังเกตุได้ว่ามีนักลงทุนทั่วไปจำนวนมากทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับการลงทุนครั้งเดียว ประเด็นที่สองคือ การเชียร์ของเหล่า
โบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อโน้มน้าวให้นักลงทุนเลือกลงทุนในสิ่งที่โบรกเกอร์ได้รับประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มนักลงทุนทั่วไปเท่านั้น แต่รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนสถาบันเช่นเดียวกันที่คล้อยตามสิ่งที่โบรกเกอร์เชียร์

โดยสรุปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเรื่องนี้คือ การมองภาพที่ควรมีความลึกซึ้งให้มากขึ้นของกลุ่มนักลงทุนต่างๆ เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ก็คือ ตัวนักลงทุนเอง หากสามารถมองภาพออกและลงทุนในสิ่งที่เป็น “โอกาส” จริงๆ ประโยชน์ย่อมตกอยู่แก่นักลงทุนเอง แต่หากหลงไปลงทุนใน “วิกฤติ” ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม โทษ ย่อมตกอยู่แก่นักลงทุนและครอบครัวของนักลงทุนเองเช่นกัน